Tuesday, May 19, 2009

สกุลซิมบิเดียม (Cymbidium)




ซิมบิเดียม (Cymbidium) ราชาแห่งกล้วยไม้กลิ่นหอม เป็นกล้วยไม้ที่มีใบเขียวชอุ่มตลอดปี ได้รับการตั้งชื่อโดย Olof Swartz ในปี ค.ศ. 1799 มาจากภาษากรีกคำว่า คัมโบ (kumbos) หมายถึง โพรง (hole) ตามลักษณะฐานของปาก (lip) หรือกลีบดอกล่าง กล้วยไม้สกุลนี้มีทั้งหมดประมาณ 44 ชนิดแบ่งได้เป็น 3 สกุลย่อย เป็นพืชเขตร้อนในเอเชีย
เช่น ทางเหนือของอินเดีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปินส์ และเกาะบอร์เนียว (Borneo) รวมทั้งทางเหนือของออสเตรเลีย เติบโตได้ในที่มีอุณหภูมิต่ำในพื้นที่สูง แม้จะเป็นพืชเมืองร้อนแต่ก็สามารถอยู่รอดได้ในอุณหภูมิหนาวเย็นระหว่างต่ำกว่า 7 องศาเซลเซียส
.
กล้วยไม้สกุลนี้เป็นหนึ่งในกล้วยไม้ที่นิยมสะสมกันในหมู่นักสะสมกล้วยไม้ทั่วโลก เนื่องจากมีดอกที่สวยงาม นับพันปีก่อนที่ซิมบิเดียมได้มีการค้นพบในจีน และกลายเป็นที่นิยมของชาวยุโรปในยุควิคตอเรียน (Victorian) ประเทศอังกฤษ กล้วยไม้จุหลัน(Cymbidium. ensifolium) เป็นกล้วยไม้ที่ได้รับสมญานามว่า ราชากลิ่นหอม (King of Fragrance) โดยชาวจีนที่ปลูกกล้วยไม้ชนิดนี้มานานกว่า 2,500 ปีเชื่อว่าหากหญิงที่มีบุตรยากได้ดมกลิ่นจะช่วยให้มีบุตรได้ง่ายขึ้น ใบของกล้วยไม้ซิมบิเดียมส่วนใหญ่ สวยงามเหมือนพัด ทำให้กล้วยไม้ซิมบิเดียมมีรูปทรงที่สวยงามแม้ในยามที่ไม่มีดอก ชาวจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี จึงเน้นที่จะชี่นชมความงามของพุ่มใบเช่นเดียวกับที่ชาวยุโรปชื่นชมความงามของดอก ปัจจุบันนิยมปลูกเป็นไม้ตัดดอกโดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นระบบรากดิน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ราก                     มีทั้งระบบรากดินและรากกึ่งอากาศ ส่วนใหญ่หนาไม่ต่ำกว่า 5 มิลลิเมตร

ลำต้น                  มีลำต้นเทียม (sympodial) หรือมีลำลูกกล้วย (pseudobulb) ลำต้นสูงประมาณ 60 เซนติเมตร บางชนิดอาจสูงได้ถึง 90 เซนติเมตร ลำลูกกล้วยมีกาบหุ้มอยู่เจริญเติบโตโดยการแตกกอ

ใบ                      ใบแคบยาวตั้งขึ้น บางชนิดใบโค้งลง สีเขียว ปลายแหลมและมีแนวหรือร่องกลางใบ

ดอก                   กลีบดอกมีทั้งสีขาว เขียว เหลืองปนเขียว สีครีม น้ำตาล ชมพู ไปจนถึงแดง ขาดแต่สีฟ้าและสีดำเท่านั้นที่ไม่มีการค้นพบ เมื่อออกดอกแล้วจะบานอยู่ประมาณ 10 สัปดาห์กลีบเป็นมันคล้ายเคลือบด้วยขี้ผึ้ง ดอกออกจำนวนมาก กลีบดอกชั้นนอกและกลีบดอกชั้นในมีขนาดใกล้เคียงกัน ปาก (lip) มี 3 แฉก


ดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร มักบานในฤดูหนาว 1 ช่อมีประมาณ 15 ดอกขึ้นไป
.


ถิ่นกำเนิด

เทือกเขาหิมาลัย(Himalaya) ยูนนาน(Yunan) ภาคเหนือของพม่า เวียดนาม



กล้วยไม้สกุลซิมบิเดียมบางชนิด
.
ซิมบิเดียม ฟินเลย์โซเนียนุม (Cymbidium finlaysonianum)
ชื่ออื่น                     กะเรกะร่อนปาดเป็ด

แหล่งที่พบ             อินโดจีนและภูมิภาคมาเลเซีย ในไทยพบภาคกลางและภาคใต้

ลักษณะ                กล้วยไม้อิงอาศัยขนาดใหญ่ ขึ้นเป็นกอ ตั้นสั้นมีใบหุ้ม ใบเป็นแถบยาวหนาและแข็ง โคนใบซ้อนแน่น รากเป็นกระจุก ช่อดอกยาว 20-60 ซม. ดอกขนาดประมาณ 3 ซม. กลีบปากขอบขาว ช่วงปลายกลีบมีแถบสีม่วงแดง รูปคล้ายเกือกม้า


ออกดอก              เดือนมีนาคม-พฤษภาคม








ซิมบิเดียม เรคตัม (Cymbidium rectum)
ชื่ออื่น                     กะเรกะร่อนเรคตัม

แหล่งที่พบ             คาบสมุทรมลายู และที่ราบซุค (Suk Plain)เกาะบอร์เนียว (Borneo) จังหวัดกระบี่ของไทย

ลักษณะ                กลีบดอกสีครีมปนน้ำตาล กว้างประมาณ 3 – 4 เซนติเมตร ช่อดอกยาวประมาณ 20 – ใบแข็งหนายาวประมาณ 20 – 60 เซนติเมตร กว้างประมาณ 0.5 – 1.5 เซนติเมตร ลำลูกกล้วย (psuedobulb) ขนาดเล็ก 40 เซนติเมตร

ออกดอก              เดือนกันยายน-ธันวาคม


ซิมบิเดียม มาโครไรซอน (Cymbidium macrorhizon)

แหล่งที่พบ           อินเดียตะวันตกเฉียงเหนือและเหนือ เนปาล พม่า ลาว จีนตอนใต้ ตอนใต้ของญี่ปุ่นภาคเหนือของไทย

ลักษณะ               กลีบดอกสีเขียวปนเหลือง สีครีม บางดอกมีเส้นสีแดง ดอกกว้างประมาณ 4 เซนติเมตร 1 ช่อมีประมาณ 4 – 7 ดอก ไม่มีใบ

ออกดอก             เดือนมิถุนายน-สิงหาคม

.


ซิมบิเดียมโรเซอุม (Cymbidium roseum)

แหล่งที่พบ          ป่าดิบชื้นที่ระดับ 1,500-2,000 เมตร คาบสมุทรมาลายู เกาะชวา เกาะสุมาตรา(Sumatra)

ลักษณะ              กลีบดอกสีขาว ปาก (lip) สีชมพูอ่อน กลิ่นหอม ดอกขนาด 5 – 6 เซนติเมตร 1 ช่อมีประมาณ 2- 5 ดอก ใบตั้งขึ้นยาวประมาณ 20 – 40 เซนติเมตร กว้าง 2.2 – 2.7 เซนติเมตร

ออกดอก            เดือนสิงหาคม-ธันวาคม





ซิมบิเดียม มุนโรเนียนัม (Cymbidium munronianum)

แหล่งที่พบ            อินเดีย ลาว ไทย

ลักษณะ               กลีบดอกสีขาวปนเหลือง หรือสีขาวปนเขียว มีเส้นสีแดงขนานกลีบดอก ปากจุดสีแดงกลิ่นหอม 1 ช่อมีประมาณ 9 – 16 ดอก ใบยาวประมาณ 60 – 80 เซนติเมตร

ออกดอก              เดือนกันยายน-พฤศจิกายน



ซิมบิเดียม เอนซิโฟเลียม (Cymbidium ensifolium)

ชื่ออื่น                  จุหลัน

แหล่งที่พบ          เอเชียตอนใต้และตะวันออก พม่า ลาว กัมพูชา ไทย

ลักษณะ              กลีบดอกสีขาวปนเหลือง เส้นสีแดงตามความยาวของดอก ดอกกว้างประมาณ 3 – 5 เซนติเมตร กลิ่นหอมฉุน ใบยาวประมาณ 29 – 94 เซนติเมตร กว้าง 0.8 – 2.5 เซนติเมตร ก้านสั้น

ออกดอกพฤษภาคม - สิงหาคม


ซิมบิเดียม แซนเดอเรีย (Cymbidium  sanderae)

แหล่งที่พบ            พม่า บริเวณเทือกเขาตะนาวศรี เวียตนาม

ลักษณะ                กลีบดอกสีขาวปากสีแดง ขนาดดอกประมาณ 8 เซนติเมตร 1 ช่อมีประมาณ 3 – 15 ดอกใบยาวประมาณ 50 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร

ออกดอก               ปีละ 2 ครั้งประมาณเดือนเมษายน และตุลาคม


ซิมบิเดียม อินซิกเน่ (Cymbidium insigne)

ชื่ออื่น                    ซิมบิเดียมสำเภางาม

แหล่งที่พบ            กัมพูชา ภาคใต้ของเวียดนาม มาเลเซีย บอร์เนียว(Borneo) สุมาตรา (Sumatra) ชวา ฟิลิปปินส์ ภาคใต้ของไทย

ลักษณะ                 กลีบดอกสีขาว ขาวปนชมพู ปาก (lip) มีสีแดง ขนาดดอกประมาณ 7 – 9 เซนติเมตร ใบยาวประมาณ 40 – 100 เซนติเมตร กว้างประมาณ 0.7 – 1.8 เซนติเมตร


ออกดอก               เดือนมีนาคม - มิถุนายน
.


การปลูกกล้วยไม้สกุลซิมบิเดียม



ซิมบิเดียมส่วนใหญ่มาจากที่อุณหภูมิค่อนข้างต่ำ ดังนั้นจึงมักทนต่อความร้อนในประเทศไทยไม่ค่อยได้ การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ซิมบิเดียมในไทยจึงมักเป็นกล้วยไม้พันธุ์ผสมที่ทนร้อนและไม่ต้องการการดูแลมากนัก นอกจากนี้กล้วยไม้ซิมบิเดียมยังมีข้อดีในด้านทนต่อสภาพฝนจึงไม่จำเป็นต้องทำหลังคากันฝนหรือโรงเรือน เพียงปลูกในที่อากาศถ่ายเทได้ดี ความชื้นไม่มาก
.
ในการปลูกมักปลูกในกระถางดินเผาเจาะรูที่ก้นกระถาง 1 รู ด้านข้างอีก 1 รู พอให้รักษาความชื้นได้ เครื่องปลูกก็ใช้วัสดุจำพวกถ่าน หินภูเขาไฟหรือเศษกระถางดินเผา หากฝนไม่ตกมากนักอาจเพิ่มวัสดุรักษาความชื้น เช่นกาบมะพร้าวใส่ลงไปด้วย โดยวางไว้บนโต๊ะเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากดินโดยตรง และมักขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อปลอดจากเชื้อโรค เมื่อจะนำออกจากขวดก็ควรชำในภาชนะที่มีทรายหยาบรองอยู่ จนเมื่อรากแข็งแรงดีีจึงค่อยย้ายลงกระถาง

แสงแดด

ปริมาณแสงที่ซิมบิเดียมแต่ละชนิดต้องการไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่หากปลูกในเรือนควรมีการพรางแสงประมาณ 60 – 70 % แต่ถ้าปลูกตามบ้านเรือนอาจวางที่ระเบียงหรือร่มไม้พอบังแสงแต่ต้องระวังอย่าปลูกใต้กล้วยไม้ชนิดอื่น ๆ เพราะถ้าแสงน้อยเกินไปจะมีผลต่อการออกดอกของซิมบิเดียมได้


น้ำ

ต้องการความชื้นสูง ปลูกกลางแจ้งได้ การรดน้ำรดในตอนเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น หากอากาศร้อนจัดอาจรดตอนเย็นเพิ่ม


ปุ๋ย


ซิมบิเดียมต้องการแร่ธาตุหลักเช่นเดียวกับพืชสกุลอื่นเพื่อผลิตดอก การใส่ปุ๋ยจึงเป็นสิ่งจำเป็นโดยปุ๋ยที่ใช้เป็นปุ๋ยผสมน้ำสูตร 21 – 21 – 21 หรือเพิ่มฟอสฟอรัสสูงเมื่อต้องการเร่งดอกในช่วงกล้วยไม้กำลังใกล้ผลิดอกได้
.


No comments:

Post a Comment